เงียบเป็นต่อ หนังสือ ที่นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารอธิบายถึงความเงียบ

ปัจจุบันหนังสือเกี่ยวกับพัฒนาตัวเองมีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการลงทุน ด้านการพัฒนาบุคลิกภาพของตัวเอง ด้านการทำงานอยู่ร่วมกันในองค์กร ทั่วไปแต่ละเล่มก็จะมีจุดเด่นของตัวเอง อีกหนึ่งเล่มที่เหมาะมากหากว่าเรากำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าระดับปฏิบัติการ หรือ ขึ้นเป็นใหญ่กว่านั้นก็ตาม แล้วถ้าเราเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งเราจะทำอย่างไรแนะนำอ่านหนังสือเล่มนี้เลย

เงียบเป็นต่อ

หนังสือเล่มดังกล่าวชื่อว่า เงียบเป็นต่อ หนังสือเล่มนี้เหมาะมากสำหรับคนที่เดิมทีเป็นคนที่มีนิสัยเก็บตัว ไม่ค่อยพูดค่อยจาเท่าไร เพราะหนังสือเล่มนี้จะเป็นการเล่าถึงวิธีการสื่อสารของตัวเองต่อองค์กรที่แม้ว่าเราจะเป็นคนเงียบๆ มากก็ตาม

คนเงียบก็สามารถสื่อสารได้

คนที่ไม่ค่อยพูด สิ่งหนึ่งที่กังวลมากหากขึ้นตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นระดับหัวหน้าขึ้นไปก็คือ การสื่อสารทั้งจากตัวเองไปสู่คนอื่น (ลูกน้องตามสายงาน) หรือ การรับสารจากเบื้องบนแล้วนำสารนั้นมาถ่ายทอดอีกที หากกลัวว่าการสื่อสารของเราจะไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากเราเป็นคนเงียบ หนังสือเล่มนี้ช่วยได้เยอะ หนังสือเขียนจากผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารที่จะทำให้เรารู้ว่าความเงียบที่อาจจะมองว่าเป็นจุดอ่อนของการสื่อสาร เราสามารถพลิกให้กลายเป็นจุดแข็งของการสื่อสารได้เหมือนกัน

รายละเอียดภายในหนังสือ

หนังสือเล่มนี้ส่วนเนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน หนึ่งจะเป็นการบอกเล่าถึงการเป็นคนเก็บตัว ที่อาจจะมองว่าเป็นจุดอ่อน แต่เล่มนี้จะแสดงอีกแง่มุมหนึ่งที่จะทำให้เรารู้ว่า คนมีนิสัยแบบนี้ก็สามารถเอามาเป็นจุดแข็งได้ด้วย รวมถึงบอกจุดอ่อน อุปสรรค และวิธีการแก้ไขจุดอ่อนดังกล่าวให้ดีขึ้นด้วย สองเป็นการขยายความของนิสัยดังกล่าวแต่จะมองในมิติการทำงานร่วมกับคนอื่น ครอบครัว ชีวิตคู่ จะทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ เล่าไปจนถึงการรับมือกับลูกน่าจะเป็นหลักในการปรับพฤติกรรมตัวเองได้มากทีเดียว ส่วนสุดท้ายอันนี้ก็สำคัญเหมือนกัน คนเงียบเก็บตัวมักจะเจอปัญหาว่า บางครั้งเหมือนกับไร้ตัวตนในสังคมไป เพราะไม่ค่อยได้พูดเลยไม่ได้ยินเสียง หนังสือส่วนนี้เลยขอพูดภาพรวมว่าเราจะทำอย่างไร เพื่อให้สังคมรอบตัวเราเห็นตัวต้นของเรามากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการสื่อสารของเราต่อไปด้วย

สรุปหนังสือ เงียบเป็นต่อ เป็นหนังสือที่ขายดีมากจากต่างประเทศ การแปลมาภาคภาษาไทยแบบนี้บอกเลยว่าใครที่เป็นคนเก็บตัว ควรจะหามาอ่านโดยพลัน รับรองว่าหนังสือเล่มนี้จะทำให้เรากลายเป็นคนเงียบ แต่มีพลังการสื่อสารอันล้นปรี่ทีเดียว

ความท้าทายของอาชีพนักเขียนในปัจจุบัน

ในขณะที่เป็นนักเขียนก็มีข้อได้เปรียบที่สำคัญ มันยังมีความท้าทายของตัวเองที่ไม่เหมือนกับสายอาชีพอื่นๆ ความท้าทายบางอย่างสามารถทำให้ชีวิตแทบจะไปต่อไม่ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ดีที่จะเหล่านักเขียนมักจะทำงานกันเป็นกลุ่มคอยให้คำปรึกษาระหว่างกัน แล้วอะไรคือความท้าทายที่พวกเขาต้องเจอกันบ้างด้านล่างนี้คือหัวข้อสำคัญที่นักเขียนส่วนใหญ่จะต้องได้สัมผัสกันแทบทั้งสิ้น

8 เหตุผลความท้าท้ายของนักเขียน

1.ขาดความคิดสร้างสรรค์ คุณแน่ใจมากว่าคุณสามารถเขียนบทความนั้นได้ แต่คุณไม่มีความคิดหรือประเด็นที่จะเขียนออกมาจนจบมักเป็นเรื่องที่ทำให้น่าปวดหัวสุดๆ มันเป็นเรื่องเกิดขึ้นกับทุกคน โชคดีที่มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่สุดสำหรับพวกเขา

2.การขาดประสิทธิภาพ นี่อาจเป็นปัญหาใหญ่ของตัวเอง โดยเฉพาะถ้าคุณอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเด็กๆ มันก็คงยากที่จะมุ่งสมาธิไปที่การทำงาน

3.ขาดความมั่นใจ นี่คือปัญหาที่อันตรายที่สุดที่สามารถทำให้อาชีพนักเขียนจบลงได้ ไม่สำคัญว่าคุณมีทักษะหรือมีประสบการณ์มากเพียงใด คุณจะไม่ไปไกลจนกว่าคุณจะมั่นใจในสิ่งมีในตัวเอง

4.การแข่งขันมากเกินไป วันนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่ออินเทอร์เน็ตให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ผู้คนยอมจ่ายเงินให้กับบริการที่ถูกกว่า บางครั้งก็เกี่ยวเนื่องจากมาตรฐานค่าครองชีพที่แตกต่างกัน

5.ปัญหาด้านการเงิน ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ฉันต้องเผชิญกับอาชีพนักเขียนคือเงิน ทุกอย่างมีต้นทุน มีค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่ต้องใช้เงินในทันที และไม่ใช่ว่าทุกงานที่ได้รับจะให้เงินที่พอกับค่าใช้จ่าย

6.พักผ่อนไม่เพียงพอ มันเป็นงานที่เผาพลาญเวลาในชีวิตเป็นอย่างมาก คุณจะต้องใช้เวลาอยู่หน้ากระดาษ คอมพิวเตอร์อยู่เกือบตลอดทั้งวัน นักเขียนส่วนใหญ่นอนวันละ 6 ชั่วโมงต่อวันกับ ถ้าบางวันได้นอน 8-9 ชั่วโมง ต่อวันจะช่วยให้ยิ่งมีความสนใจในทำงานได้มากขึ้น

7.ความเหงา อย่างที่บอกในหัวข้อที่แล้วว่ามันเป็นงานทำให้เราไม่ค่อยมีเวลาว่าง ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องง่ายที่ทำให้นักเรียนรู้สึกเหงา บางคนถึงกับกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดจาเลยด้วย ไม่ว่างานของคุณจะสำคัญแค่ไหนก็ตามให้ ขอแนะนำว่าควรจะออกไปพักสมองกับเพื่อนๆ เป็นครั้งคราว

8.ลูกค้าเอาแต่ใจ คนประเภทนี้พวกเขามีอยู่ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นสายอาชีพไหนเพราะหลายคนมีแนวคิดว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” มักชอบจะเข้ามาข่มบริษัทต่างๆ ว่ามันเป็นบุญคุณที่พวกเขามาใช้บริการ ดังนั้นอย่าไปใส่ใจมากเพราะมันจะทำให้จิตใจของคุณย่ำแย่ ทำให้คุณสงสัยในตัวเอง และหากคุณไม่ระวังสิ่งนี้จะทำให้คุณเสียเวลามากในระยะยาว

การตลาดที่ดี เริ่มต้นที่ การให้ หนังสือดีๆ ที่ควรต้องอ่าน

การบริหารธุรกิจไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ส่วนหนึ่งขององค์กรที่มีความสำคัญมากก็คือ งานด้านการตลาด เพราะมันคือหัวใจดวงหนึ่งขององค์กรในยุคนี้เลย หากการตลาดดี มาแรง ย่อมทำให้แบรนด์ขององค์กรนั้นแข็งแกร่งมากขึ้น เข้าไปอยู่ในหัวใจลูกค้ามากขึ้นด้วย นักการตลาดจึงต้องคิดกลยุทธ์ใหม่ๆ มานำเสนอมากขึ้น

หนังสือการตลาด ต้องอ่าน

ด้วยความสำคัญระดับนี้ทำให้นักการตลาดตั้งแต่ระดับมือสมัครเล่น ไปจนถึงมืออาชีพองค์กรเล็ก กลาง ใหญ่ ต้องมีการปรับตัวมองหาหนังสืออ่านกันอยู่ตลอดเวลาเพื่อศึกษาองค์ความรู้ใหม่ทางด้านการตลาด จะได้นำมาปรับใช้ได้ ตอนนี้มีหนังสือการตลาดเยอะแยะมากมายในท้องตลาด ทั้งแบบวิชาการจ๋ากับแบบกึ่งวิชาการอ่านสนุก เพลินได้ทั้งสาระและความบันเทิงไปควบคู่กัน เราขอแนะนำสักหนึ่งเล่ม

การตลาดที่ดี เริ่มต้นที่การให้

หนังสือการตลาดเล่มนี้มาแรงมากชื่อว่า การตลาดที่ดีเริ่มต้นที่การให้ เขียนโดย เจย์ เบออร์ แปลโดย ศศิพันธ์ โควาวิเศษสุด หนังสือราคาประมาณเกือบสองร้อยบาท (ไม่แพงนะสำหรับองค์ความรู้ด้านใน) หนังสือมีจำนวน 180 หน้าใช้เวลาอ่านได้เพลินๆ ไม่เกินสัปดาห์ก็น่าจะจบแล้ว

เนื้อหาพูดถึงอะไร

เนื้อหาด้านในพูดถึงเรื่องอะไร เค้ากำลังจะเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีของนักการตลาดยุคใหม่ที่จะต้องไปต่อสู้กับแบรนด์อื่นบนสนามการค้าที่ชื่อว่า “โลกออนไลน์” แน่นอนว่าบนสนามรบแห่งนั้นการตลาดต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิมกับที่เราเคยทำบนโลกออฟไลน์ ตัวหนังสือบอกกับเราเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการต่อสู้บนสนามรบแห่งนี้ภายใต้คีย์เวิร์ดคำว่า Youtility เป็นคำใหม่ที่เกิดขึ้นบนวิถีนักการตลาด เค้าบอกว่าหากเราสร้างสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นกับลูกค้าได้ทุกอย่างจบเลย เราจะได้ลูกค้ามาเป็นขาประจำให้กับสินค้าของเราพร้อมกับบอกต่อแบบไม่ต้องลงแรง

รายละเอียดในหนังสือ

มองลึกลงไปในหนังสือ เค้ากำลังจะแนะแนวทางการสร้าง Youtility ของแบรนด์เราเองให้เกิดขึ้นจนกลายเป็นพลังส่งต่อไปยังผู้บริโภคด้วยหนังสือจะแบ่งออกเป็น สามส่วน แต่ละส่วนก็จะมีบทย่อยลงไปเพื่อให้เข้าใจแต่ละประเด็นได้มากขึ้นด้วย เช่น ส่วนที่หนึ่ง การพลิกกลยุทธ์การตลาด ก็จะบอกเล่าย่อยไปเกี่ยวกับการเป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภค การอยู่ในความคิดของลูกค้า การสร้างการรับรู้ด้วยการทำตัวเป็นเพื่อน เป็นต้น ปิดท้ายหนังสือด้วยตัวอย่างกลยุทธ์ภายใต้คีย์เวิร์ดคำนี้ที่ประสบความสำเร็จเพื่อให้เราศึกษาตัวอย่างดังกล่าว

หนังสือเริ่มนี้ถือว่าเป็นแนวทางด้านการตลาดยุคใหม่ (ผู้เขียนขอนับตั้งแต่ปี 2015 จนมาถึงปัจจุบัน) ที่น่าจะเอาไปปรับใช้กับกลยุทธ์ของแบรนด์ ธุรกิจของเราเอง เชื่อว่าหากทำได้ธุรกิจของเราไปโลดแน่นอน

รู้จักชีวิตที่เป็นดั่งเกม ด้วยหนังสือ หากชีวิตเป็นดั่งเกม

หนังสือแนวการพัฒนาตัวเองเข้ามาในบ้านเราเยอะมาก คนนั้น คนนี้แปลกันเต็มไปหมด บางเล่มก็ไม่ดี บางเล่มก็ดีมาก อ่านจบรู้สึกเกิดพลังในการขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้าเลย หนังสือแนะนำวันนี้ก็เช่นกัน ชื่อหนังสือก็น่าสนใจ ด้านในก็น่าสนใจ เชื่อว่านี่จะเป็นหนึ่งในหนังสือพัฒนาตัวเองเล่มโปรดของใครหลายคน

หากชีวิตเป็นดั่งเกม นี่ไงล่ะ กติกา

หนังสือเล่มนี้แปลชื่อไทยค่อนข้างยาวทีเดียว หากชีวิตเป็นดั่งเกม นี่ไงล่ะ กติกา เป็นชื่อหนังสือของเราวันนี้ หนังสือเขียนโดย Cherie Carter-Scott แปลโดย พรเลิศ อิฐฐ์ และ วิกันดา พินทุวชิราภรณ์ หนังสือมีความหนาประมาณเกือบสองร้อยหน้า ใช้กระดาษปอนด์ในการจัดพิมพ์ทำให้อ่านสบายตา จับเปิดหน้ากระดาษไม่ขาดง่าย เนื้อหาของหนังสือจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวแนวคิดในการใช้ชีวิตที่เราอาจจะรู้ หรือ ไม่รู้มาก่อน บางคนรู้แต่เลือกจะมองข้ามไปก็มีหนังสือเล่มนี้จะมีข้อความกระตุกความคิดของเราให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

กฎ 10 ในการเล่นเกมชีวิต

หนังสือเล่มนี้ผู้เขียน จะบอกเล่าเรื่องราวของการเล่น เกมชีวิต (หมายถึงการดำเนินชีวิต) อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ทำอย่างไรจะล้มแล้วลุกขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง ผ่านกฎทั้งหมด 10 ข้อด้วยกัน กฎแต่ละข้อก็จะแทนตัวแต่ละบทไปพร้อม เรื่องราวภายในบทได้แก่ กฎข้อที่ 1 คุณจะได้รับร่างกาย เมื่อเราเปิดเข้าไปก็จะพบข้อความ เรื่องราวต่างๆ ที่แสดงออกถึงแนวคิดจากนักคิด นักเขียน ดารา เซเลป กลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จเค้ามีความคิดอย่างไร เค้ามีแนวทางอย่างไรอ่านได้จากเล่มนี้เลย ตั้งแต่กฎข้อที่ 1 ถึงกฎข้อที่ 10 จะทำให้เราเปลี่ยนทัศนคติได้ดี

ทัศนคติจะเปลี่ยนแปลงไป

จุดประสงค์สำคัญของหนังสือพัฒนาตัวเองสายนี้ คือการเปลี่ยนแปลงแนวคิด หรือ ทัศนคติของเราเสียใหม่ ซึ่งเล่มนี้ก็ทำออกมาได้ดีเสียด้วย หากเราตั้งใจอ่านทีละหน้าอย่างช้าๆ  คิดตามแนวคิดเหล่านั้น จากนั้นค่อยๆ หยิบมาปรับใช้ส่วนตัวเชื่อว่ามันสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติเราได้ หากเราเปลี่ยนทัศนคติก็จะทำให้พฤติกรรมเราเปลี่ยนแปลงไปด้วยหากอยากสำเร็จก็ต้องคิดให้ได้อย่างคนที่เค้าประสบความสำเร็จ แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปสู่ความสำเร็จจนได้ หรือหากเราประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง อยากก้าวขึ้นไปอีกหนังสือเล่มนี้ก็ช่วยได้ ไม่แนะนำให้อ่านรวดเดียวจบเพราะทำอย่างนั้นเราจะไม่ได้อะไรเลย เหมือนแค่อ่านจบแต่อ่านแล้วไม่เกิดประโยชน์ตามจุดประสงค์ของคนแต่ง คนแปล จริงๆ เอาเป็นว่าใครกำลังมองหาจุดเปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง หนังสือเล่มนี้ขอแนะนำ

บทเรียนชีวิต จากแฮร์รี่ พอตเตอร์ หนังสือเล่มสำคัญของเหล่ามักเกิ้ล

วัยรุ่นช่วงยุค 90 จะเติบโตมาพร้อมกับอะไรที่เป็นตำนานหลายอย่าง หนึ่งในของวิเศษวัยรุ่นยุคนั้นต้องผ่านมา นั่นคือ การได้อ่านหนังสือวรรณกรรมเยาวชนชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ เหล่าพ่อมดแม่มดในโลกเวทย์มนต์ได้ร่ายเวทย์จนทำให้ใครหลายคนหันมารักการอ่านได้ นอกจากความสนุกสนานในโลกเวทย์มนต์แล้ว วรรณกรรมเรื่องนี้ยังสอดแทรกแนวคิดจนทำให้คนอ่านได้ตกผลึกเรื่องราวดีๆ มากมาย อย่างล่าสุดได้มีการหยิบวรรณกรรมชุดนี้มาถอดบทเรียนชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

บทเรียนชีวิต จากแฮร์รี่ พอตเตอร์

แม้จะเป็นเรื่องราวของเด็กชายผู้มีแผลเป็นสายฟ้าในโลกเวทย์มนต์ แต่การผจญภัยของเค้าและผองเพื่อนก็สร้างความประทับใจ ผสมผสานเป็นบทเรียนชีวิตสอนใจคนอ่านได้มากทีเดียว ล่าสุดหนังสือชื่อว่า บทเรียนชีวิต จากแฮร์รี่ พอตเตอร์โดยผู้เขียน Jill Kolongowski แปลโดย โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล ได้เดินทางมาถึงชุมชนเหล่ามักเกิ้ลแล้ว ราคาเปิดตัวมาไม่แพงเท่าไร เพียงแค่ 160 บาทเท่านั้น (หากซื้อออนไลน์)

ข้างในมีอะไรบ้าง

หนังสือเล่มนี้จะถอดบทเรียนชีวิตของเด็กหนุ่มนามว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ การผจญภัยตั้งแต่เด็กก้าวเข้าสู่วัยหนุ่ม จนถึงวัยผู้ใหญ่เข้าต้องพบพานกับเรื่องอะไรบ้าง สุข เศร้า เหงา ซึม ต่อสู้ ประทับใจ โดยจะบอกเล่าแนวคิดเรื่องราวจากเหตุการณ์ต่างๆ ในหนังสือตลอด 7 เล่ม ไม่เพียงแค่นั้นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้จะมาบอกความหมายของเวทมนตร์บทต่างๆ ที่เราเคยกวัดแกว่งไม้กายสิทธิ์กันว่ามันมีความหมายอย่างไร ถึงเวลาไปเที่ยวฮอกวอตส์กันอีกรอบแล้ว

การบอกเล่าผ่านเวทมนตร์

เมื่อกี้เกริ่นไปว่า ผู้เขียนเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวผ่านเวทมนตร์ ชื่อบทจะใช้ชื่อคาถานำมาก่อน เช่น ลูมอส คาถาไฟฉายคาถาแรกที่หลายคนท่องเป็น นอกจากเล่าเรื่องของคาถาลูมอส ยังเล่าถึงการค้นพบ การมองโลกในแง่ร้าย (ตีความหมายของไฟฉาย = มองหา) หรือ เอกซ์เปกโต พาโตรนุ่ม คาถาผู้พิทักษ์ที่หลายคนชื่นชอบ ในหนังสือเล่มนี้จะเล่าถึงความโดดเดี่ยว มิตรภาพ และสังคม เรื่องราวการเชื่อมต่อระหว่างคนด้วยกันเกิดจากคาถานี้(ใครอ่านจะรู้เลยว่า คาถานี้มีผลต่อเนื้อเรื่องหลายฉาก

ย้อนเวลาด้วยหนังสือ

ไม่เพียงแต่เรื่องราวในหนังสือเท่านั้น ส่วนตัวมองว่าหากเราได้อ่านหนังสือเล่มนี้นอกจากจะอิ่มเอมในการกลับไปสู่โลกเวทมนตร์อีกครั้ง เราจะยังได้ย้อนวัยไปเหมือนเมื่อครั้งได้เป็นมักเกิ้ลเพื่อเข้าไปโลกเวทมนตร์ครั้งแรกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นเชื่อว่าหลายคนอ่านจบจะได้นึกย้อนถึงเรื่องราวความประทับใจเมื่อครั้งวัยเยาว์ วัยรุ่นเหมือนกับแฮร์รี่ อีกด้วย ใครเป็นเหล่ามักเกิ้ลเล่มนี้จัดว่าเป็น side story อีกเล่มควรมี

เทคนิคการอ่านหนังสือนิยายให้สนุกสนาน และคุ้มค่า

การอ่านหนังสือนิยายเป็นกิจกรรมที่สามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ได้อย่างงายๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะขนาดของหนังสือนิยายส่วนใหญ่จะเป็นเล่มขนาดเล็ก พกพาสะดวก สามารถหยิบขึ้นมาอ่านได้ทุกที่ตามต้องการ เราจึงมักเห็นว่าคนจำนวนไม่น้อยนิยมพกหนังสือนิยายไปไหนต่อไหนมากมายเพื่อหวังว่าจะสามารถทำฆ่าเวลาได้ แต่สำหรับอีกหลายคนที่ต้องการอ่านนิยายให้สนุกและรู้สึกว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแต่ยังไม่รู้ว่าควรต้องอ่านแบบไหนดีลองมาดูเทคนิคการอ่านหนังสือนิยายให้สนุกและคุ้มค่ากันดีกว่า

เทคนิคง่ายๆ ในการอ่านหนังสือนิยายให้สนุกและคุ้มค่า

  1. เลือกซื้อนิยายที่ตนเองชอบ – นิยายที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่ได้หมายความว่าจะเป็นนิยายที่ทุกคนชอบเสมอไป ดังนั้นอย่าตัดสินใจเลือกซื้อนิยายที่ถูกมองว่าโด่งดังอย่างเดียว ให้เลือกซื้อนิยายที่ตนเองรู้สึกว่าชื่นชอบ วิธีการตรงนี้ให้ลองอ่านหน้าปก อ่านปกหลัง หรือหากบางร้านสามารถเปิดเข้าไปดูเนื้อหาคร่าวๆ ได้ก็ลองเปิดดูถ้าชอบก็ตัดสินใจซื้อมาแบบนี้ยังไงก็คุ้มค่า
  2. เลือกอ่านเวลาที่ตนเองว่างจริงๆ เพื่อให้เข้าใจเนื้อหามากที่สุด – การเปิดอ่านเป็นพักๆ บางครั้งอาจทำให้เนื้อหาที่อ่านสับสน จดจำเนื้อเรื่องก่อนหน้าไมได้ รวมไปถึงสมองของเราไม่ได้จดจ่อกับการอ่านอย่างจริงจังทำให้บ่อยครั้งรู้สึกว่าการอ่านนิยายเล่มนี้ไม่สนุก ลองเปลี่ยนตนเองใหม่ให้เลือกอ่านตอนที่ว่างจริงๆ เพื่อจะได้ตั้งใจอ่านกับเนื้อหาในนิยายให้มากที่สุด
  3. มีเวลาอ่านรวดเดียวได้ยิ่งดี – การอ่านนิยายถ้าจะให้สนุกสามารถอ่านรวดเดียวไปจนจบได้เลยจะเป็นอะไรที่ยอดมาก พอตรงไหนไม่เข้าใจก็ย้อนกลับมาอ่านใหม่จะทำให้รู้สึกว่านิยายเล่มนี้มีอะไรน่าสนใจให้ได้ศึกษาอีกไม่น้อย
  4. ไม่มีสิ่งรบกวนจากภายนอก – หลักการอ่านนิยายให้เข้าใจ สนุกสนานกับเนื้อเรื่องมากที่สุดต้องไม่มีสิ่งรบกวนใดๆ ทั้งสิ้นอยู่รอบข้าง อาทิ เสียงวิทยุ โทรทัศน์ เสียงคนคุยกัน และอื่นๆ อีกมากมาย แนะนำว่าให้เลือกหาสถานที่สงบๆ ในการอ่านนิยาย เช่น ห้องนอนเย็นๆ , สวนสาธารณะร่มรื่นเงียบๆ แบบนี้จะทำให้การอ่านนิยายสนุกขึ้นอีกหลายเท่าและรู้สึกคุ้มค่าที่ได้อ่านด้วย
  5. อย่าพึ่งคาดหวังความสนุกมากเกินไป – การที่คนเราคาดหวังสิ่งต่างๆ เป็นเรื่องดีแต่อย่าคาดหวังจนเกินไปนัก หากไม่ได้เป็นอย่างที่คิดจะทำให้รู้สึกไม่คุ้มค่าเปล่าๆ นิยายเองก็เช่นเดียวกันให้คาดหวังความสนุกแต่พองามแล้วจะรู้สึกว่ามันสนุกกว่าที่คิดเยอะเลย อีกอย่างถึงไม่สนุกมากเราก็ยังรู้สึกว่าคุ้มค่ากับเงินทีเสียไปไมได้รู้สึกแย่เสียทีเดียว

10 อันดับ หนังสือขายดีของโลกหากมีไว้ก็จะดีมาก

หนังสือยังคงเป็นสิ่งมีค่าอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามหนังสือคือแหล่งความรู้ ความบันเทิง ที่ทุกไปมากขนาดไหนก็ตามแต่หนังสือก็ยังคงเป็นสิ่งที่เชื่อว่าหลายคนยังประทับใจกับหลายๆ เล่มไม่รู้ลืม และนี่คือ 10 อันดับหนังสือที่ขายดีของโลกซึ่งคุณอาจเป็นหนึ่งในผู้ครอบครองเล่มใดสักเล่มก็ได้

10 อันดับ หนังสือขายดีของโลกจนถึงทุกวันนี้

  1. คัมภีร์ไบเบิ้ล – คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาคริสต์คือหนังสือที่ขายดีที่สุดในโลกกว่า 3,000 ล้านเล่ม มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ อีก 340 ภาษา เนื่องจากว่านี่คือศาสนาที่มีผู้คนนับถือมากที่สุดในโลกนั่นเอง
  2. คติพจน์เหมา เจ๋อ ตุง – ช่วงปี 2510-2514 หนังสือเล่มนี้ขายดีมากๆ เหตุผลที่ตีพิมพ์เพื่อต้องการให้ชาวจีนมีแนวคิดไปทิศทางเดียวกัน มียอดขายระดับ 820 ล้านเล่มทั่วโลก
  3. แฮร์รี่ พอตเตอร์ – นวนิยายอันดับ 1 ของโลกที่ครองสถิติต่างๆ มาแล้วมากมายซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือยอดขายติดอันดับโลก จากปลายปากกาของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ยอดนักเขียนชาวอังกฤษที่สร้างหนังสือพ่อมดแม่มดน้อยให้ขายออกไปกว่า 400 ล้านเล่มทั่วโลก
  4. The Lord of The Rings – นวนิยายที่ได้รับความนิยมไม่แพ้แฮร์รี่ พอตเตอร์ จนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ภาคต่อหลายภาค ได้รับการแปลภาษาถึง 38 ภาษา มียอดขายราว 103 ล้านเล่มทั่วโลก
  5. ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน – เป็นเรื่องของซานติอาโกที่ต้องการเดินทางตามหาขุมทรัพย์ ถือเป็นหนังสือนวนิยายที่สร้างความประทับใจให้คนทั้งโลกอย่างมาก ดูได้จากยอดขายกว่า 65 ล้านเล่มทั่วโลก
  6. รหัสลับดาวินชี – เป็นนิยายที่ต้องบอกว่าท้าทายความเชื่อของศาสนาคริสต์อย่างมาก จากปลายปากกาของแดนน์ บราวน์ หรืออาจด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอ่านทำให้หนังสือเล่มนี้โด่งดังเป็นพลุแตกทำยอดขายไปกว่า 57 ล้านเล่มทั่วโลก
  7. Twilight – The Saga – นิยายที่ว่าด้วยเรื่องของมนุษย์แวมไพร์ หมาป่า และหญิงสาวแสนสวย แม้ว่าคนจำนวนไม่น้อยจะรู้จักนิยายเรื่องนี้ผ่านภาพยนตร์แต่ตัวหนังสือเองก็ยังทำยอดขายไปกว่า 43 ล้านเล่มทั่วโลก
  8. Gone with the Wind – แปลเป็นไทยว่า วิมานลอย จากปลายปากกา มาร์กาเร็ต มิทเชล นวนิยายย้อนยุคชื่อดังถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาหลายครั้ง มียอดขายทั่วโลกกว่า 33 ล้านเล่ม
  9. คิดอย่างไรให้รวย – นโปเลียน ฮิลล์ คือผู้รังสรรค์ผลงานเล่มนี้ออกมา หลังเกิดวิกฤตการเงินของโลก มีคำแนะนำภายในมากมาย ขายได้กว่า 30 ล้านเล่มทั่วโลก
  10. บันทึกของแอน แฟรงก์ – สาวน้อยผู้จดบันทึกช่วงเวลาที่ชาวยิวถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยวัยเพียง 15 ปีเวลานั้นก่อนเธอจะเสียชีวิตในค่ายกักกัน มียอดขาย 27 ล้านเล่มทั่วโลก

Fire Shadow แสงไฟในเงามืด

Fire Shadow เป็นนวนิยายที่เขียนขึ้นโดยนักเขียนชาวออสเตรเลีย ชื่อของเขาคือ Anthony Eaton เป็นครั้งแรกที่ตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ University of Queensland Press ในเรื่องนี้จะเป็นออกเป็น 2 ช่วงเวลาด้วยกัน คือ ช่วงเวลาแรกเป็นเรื่องราวของ Erich Peiters เด็กหนุ่มอายุ 17 ชาวเยอรมัน เนื้อเรื่องของช่วงเวลานี้จะอยู่ ปี 1941 – 1949 ส่วนช่วงเวลาที่สอง คือ เล่าถึงชีวิตของเด็กชายชาวออสเตรเลีย ชื่อว่า Vinnie Santani มีอายุ 17 ปีเท่ากัน เนื้อเรื่องส่วนนี้จะเล่าถึงเรื่องราวของโลกในปัจจุบัน

เรื่องราวคร่าวๆภายในหนังสือเล่มนี้

เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เรื่องราวชีวิตเด็กชายสองคน มีอายุ 17 ปีเท่ากัน โดย Vinnie Santiani เด็กชายอายุ 17 ปี ได้เข้าร่วมรบในสงครามเยอรมัน เป้าหมายคือการได้ต่อสู้กับนายกรัฐมนตรี Adolf Hitler ในปี 1941 แต่ลงท้ายด้วยการกลายมาเป็นนักโทษในประเทศออสเตรเลียในค่ายสงครามหลังจากการต่อสู้ในแอฟริกาเหนือ ครึ่งศตวรรษต่อมา Vinnie Santiani ได้ทำการหลบหนีเข้าไปในสถานที่ห่างไกลของออสเตรเลีย พร้อมกับความพยายามในการรับมือกับการตายของน้องสาว อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงที่ว่าตัวละครหลัก 2ตัว พวกเขาอยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันมันก็เป็นเรื่องจริง ชีวิตของเด็กชายทั้งสองซึ่งมีชีวิตอยู่ในนวนิยายเรื่องนี้ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของผู้อ่านหลายๆคน ตัวละครหลักอีกคนในเรื่องนี้คือ Erich Pieters เขามีอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น

นวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้ใส่รายละเอียดทางกายภาพของเป้าหมายอย่างชัดแจ้งเท่าไหร่นัก หากถ้าพูดถึงในเรื่องของการพรรณาลักษณะของนิสัยตัวละครนั้นทำได้ดีมาก Erich grew เติบโตขึ้นมาในครอบครัวเล็กๆ ที่ประกอบด้วย พ่อ แม่  น้องสาว พ่อของเขาไม่ได้อยู่ดูแลสักเท่าไหร่นัก เพราะพ่อต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเพื่อไปรบให้กับ Hitler เมื่อสงครามเริ่มขึ้น ในตอนนั้น Erich มีอายุ 17 ปี Erich ได้เซ็นต์ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมรบกับกองทัพ ซึ่งการกระทำนี้สร้างความไม่พอใจ ให้กับ แม่ และน้องสาวของเขาเป็นอย่างมาก แต่ไม่ใช่สำหรับพ่อของเขา พ่อของเขามีความภูมิใจเป็นอย่างมากกับการกระทำของลูกชายและภูมิใจในผู้ชายอีกหลายๆผู้ออกไปรบเช่นเดียวกันกับตัวเขา หลังจาก Erich ออกไปรบในสงคราม เขาได้ถูกจับกุม และถูกส่งไปขังคุกนักโทษค่ายสงครามในประเทศออสเตรเลีย ในขณะที่เขากำลังจะพัฒนาเป็นลูกผู้ชายอย่างเต็มตัวนั้น ความภูมิใจของเขากลับลดน้อยลง แต่เขาพยายามจะเอาชนะความยากลำบากในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมอันแตกต่างกันกับสิ่งที่เขาเคยอยู่มาพร้อมกับการต่อสู้โรคร้าย Erich เป็นคนฉลาดและใส่ใจกับผู้คนรอบข้าง ดังที่ระบุไว้ในตอนท้ายของนวนิยายเรื่องนี้ ฉันอาจป่วย แต่สายตายังมองเห็น หูยังได้ยิน และความทรงจำของฉันจะเข้มแข็งเหมือนเช่นเคย

A New Kind of Dreaming ความฝันแปลกใหม่

ในเรื่องนี้จะเป็นเด็กหนุ่มที่มีนามว่า เจมี่ ไรลีย์ ที่ถูกโดนจับในคดีในเรื่องข้อหาขโมยรถยนต์ หลังที่ถูกจับไปเป็นที่เรียบร้อยก็ได้ถูกส่งไปยังสถานแปลกใหม่แต่ไม่เคยพบเจอก่อนที่ตัวเขาเองจะเดินเข้าคุกที่ยิ่งกว่านรกที่เรียกเมืองนี้ว่า Port Barren ซึ่งที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่มีความร้อนสูง แล้วเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นโชย แล้วทันใดที่อยู่เขามีความฝันที่แปลกใหม่โดยที่คิดจะเปลี่ยนไปแปลงที่นี่ให้กลับมาดูดีอีกครั้งแต่ดูเมืองว่าผู้คนในเมืองจะไม่ค่อยสู้ดีนัก เขาต้องหาคนที่มาร่วมมือก็คือ ผู้คนในเมืองแต่อุปสรรค์นี้ก็คงจะยากเพราะต้องไปขอร้องความช่วยเหลือว่าพวกเขาจะยอมมาร่วมมือด้วยกันเปล่า หากไม่สำเร็จในงานนี้เขาก็อาจจะไม่รอดในสถานที่ร้อนระอุไปแทบทุกที่ ต้องมาดูว่าผู้ชายที่ชื่อว่า เจมี่ ไรลีย์ จะเปลี่ยนความคิดของผู้คนได้ หรือไม่ ต้องมารอติดตามชม แล้วไปหาซื้อมาอ่านดู

Into White Silence ผจัญภัยใจกลางทะเลสีขาว

เรื่องราวต่อไปนี้มีเป็นกลุ่มเรื่องที่ชอบรักในการผจัญภัยไปในสถานที่ต่างๆ แล้วพวกคนกลุ่มนี้ยังมีความบ้าคลั่ง และความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก แล้วเมื่อในปี 1922 พวกเขาก็ได้ใช้เรือออกสำรวจไปยังขั่วโลกเหนือ ซึ่งที่นั้นจะมีแต่ก้อนหินแล้วน้ำทะเลซะส่วนใหญ่แล้วโดนปกคลุมไปด้วยหิมะ แล้วที่พบเจอแล้วหนักสุดก็จะเห็นว่ามีใจกลางก้อนน้ำแข็ง แล้วยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ในความน่ากลัวยังมีบางอย่างที่แฝงตามมาอยู่ด้วย  แล้วค่อยหลอกหลอนผู้คนที่อยู่กลางทะเลหิมะเข้ามาอยู่เสมอ แต่เรื่องราวนี้จะจบลงอย่างใด แล้วพวกจะพบเจอสิ่งแปลกประหลาดอะไรอีก หรือไม่ แล้วจะหลุดพ้นจากฝันร้ายได้ไหม หลังจากที่เอาความบ้าเข้าไปอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดแห่งนั้น ยังไงก็ช่วยส่งแรกใจมาให้พวกเขาด้วยนะครับ แล้วหาตามซื้ออ่านลองดู