เงียบเป็นต่อ หนังสือ ที่นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารอธิบายถึงความเงียบ

ปัจจุบันหนังสือเกี่ยวกับพัฒนาตัวเองมีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการลงทุน ด้านการพัฒนาบุคลิกภาพของตัวเอง ด้านการทำงานอยู่ร่วมกันในองค์กร ทั่วไปแต่ละเล่มก็จะมีจุดเด่นของตัวเอง อีกหนึ่งเล่มที่เหมาะมากหากว่าเรากำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าระดับปฏิบัติการ หรือ ขึ้นเป็นใหญ่กว่านั้นก็ตาม แล้วถ้าเราเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งเราจะทำอย่างไรแนะนำอ่านหนังสือเล่มนี้เลย

เงียบเป็นต่อ

หนังสือเล่มดังกล่าวชื่อว่า เงียบเป็นต่อ หนังสือเล่มนี้เหมาะมากสำหรับคนที่เดิมทีเป็นคนที่มีนิสัยเก็บตัว ไม่ค่อยพูดค่อยจาเท่าไร เพราะหนังสือเล่มนี้จะเป็นการเล่าถึงวิธีการสื่อสารของตัวเองต่อองค์กรที่แม้ว่าเราจะเป็นคนเงียบๆ มากก็ตาม

คนเงียบก็สามารถสื่อสารได้

คนที่ไม่ค่อยพูด สิ่งหนึ่งที่กังวลมากหากขึ้นตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นระดับหัวหน้าขึ้นไปก็คือ การสื่อสารทั้งจากตัวเองไปสู่คนอื่น (ลูกน้องตามสายงาน) หรือ การรับสารจากเบื้องบนแล้วนำสารนั้นมาถ่ายทอดอีกที หากกลัวว่าการสื่อสารของเราจะไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากเราเป็นคนเงียบ หนังสือเล่มนี้ช่วยได้เยอะ หนังสือเขียนจากผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารที่จะทำให้เรารู้ว่าความเงียบที่อาจจะมองว่าเป็นจุดอ่อนของการสื่อสาร เราสามารถพลิกให้กลายเป็นจุดแข็งของการสื่อสารได้เหมือนกัน

รายละเอียดภายในหนังสือ

หนังสือเล่มนี้ส่วนเนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน หนึ่งจะเป็นการบอกเล่าถึงการเป็นคนเก็บตัว ที่อาจจะมองว่าเป็นจุดอ่อน แต่เล่มนี้จะแสดงอีกแง่มุมหนึ่งที่จะทำให้เรารู้ว่า คนมีนิสัยแบบนี้ก็สามารถเอามาเป็นจุดแข็งได้ด้วย รวมถึงบอกจุดอ่อน อุปสรรค และวิธีการแก้ไขจุดอ่อนดังกล่าวให้ดีขึ้นด้วย สองเป็นการขยายความของนิสัยดังกล่าวแต่จะมองในมิติการทำงานร่วมกับคนอื่น ครอบครัว ชีวิตคู่ จะทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ เล่าไปจนถึงการรับมือกับลูกน่าจะเป็นหลักในการปรับพฤติกรรมตัวเองได้มากทีเดียว ส่วนสุดท้ายอันนี้ก็สำคัญเหมือนกัน คนเงียบเก็บตัวมักจะเจอปัญหาว่า บางครั้งเหมือนกับไร้ตัวตนในสังคมไป เพราะไม่ค่อยได้พูดเลยไม่ได้ยินเสียง หนังสือส่วนนี้เลยขอพูดภาพรวมว่าเราจะทำอย่างไร เพื่อให้สังคมรอบตัวเราเห็นตัวต้นของเรามากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการสื่อสารของเราต่อไปด้วย

สรุปหนังสือ เงียบเป็นต่อ เป็นหนังสือที่ขายดีมากจากต่างประเทศ การแปลมาภาคภาษาไทยแบบนี้บอกเลยว่าใครที่เป็นคนเก็บตัว ควรจะหามาอ่านโดยพลัน รับรองว่าหนังสือเล่มนี้จะทำให้เรากลายเป็นคนเงียบ แต่มีพลังการสื่อสารอันล้นปรี่ทีเดียว

การตลาดที่ดี เริ่มต้นที่ การให้ หนังสือดีๆ ที่ควรต้องอ่าน

การบริหารธุรกิจไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ส่วนหนึ่งขององค์กรที่มีความสำคัญมากก็คือ งานด้านการตลาด เพราะมันคือหัวใจดวงหนึ่งขององค์กรในยุคนี้เลย หากการตลาดดี มาแรง ย่อมทำให้แบรนด์ขององค์กรนั้นแข็งแกร่งมากขึ้น เข้าไปอยู่ในหัวใจลูกค้ามากขึ้นด้วย นักการตลาดจึงต้องคิดกลยุทธ์ใหม่ๆ มานำเสนอมากขึ้น

หนังสือการตลาด ต้องอ่าน

ด้วยความสำคัญระดับนี้ทำให้นักการตลาดตั้งแต่ระดับมือสมัครเล่น ไปจนถึงมืออาชีพองค์กรเล็ก กลาง ใหญ่ ต้องมีการปรับตัวมองหาหนังสืออ่านกันอยู่ตลอดเวลาเพื่อศึกษาองค์ความรู้ใหม่ทางด้านการตลาด จะได้นำมาปรับใช้ได้ ตอนนี้มีหนังสือการตลาดเยอะแยะมากมายในท้องตลาด ทั้งแบบวิชาการจ๋ากับแบบกึ่งวิชาการอ่านสนุก เพลินได้ทั้งสาระและความบันเทิงไปควบคู่กัน เราขอแนะนำสักหนึ่งเล่ม

การตลาดที่ดี เริ่มต้นที่การให้

หนังสือการตลาดเล่มนี้มาแรงมากชื่อว่า การตลาดที่ดีเริ่มต้นที่การให้ เขียนโดย เจย์ เบออร์ แปลโดย ศศิพันธ์ โควาวิเศษสุด หนังสือราคาประมาณเกือบสองร้อยบาท (ไม่แพงนะสำหรับองค์ความรู้ด้านใน) หนังสือมีจำนวน 180 หน้าใช้เวลาอ่านได้เพลินๆ ไม่เกินสัปดาห์ก็น่าจะจบแล้ว

เนื้อหาพูดถึงอะไร

เนื้อหาด้านในพูดถึงเรื่องอะไร เค้ากำลังจะเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีของนักการตลาดยุคใหม่ที่จะต้องไปต่อสู้กับแบรนด์อื่นบนสนามการค้าที่ชื่อว่า “โลกออนไลน์” แน่นอนว่าบนสนามรบแห่งนั้นการตลาดต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิมกับที่เราเคยทำบนโลกออฟไลน์ ตัวหนังสือบอกกับเราเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการต่อสู้บนสนามรบแห่งนี้ภายใต้คีย์เวิร์ดคำว่า Youtility เป็นคำใหม่ที่เกิดขึ้นบนวิถีนักการตลาด เค้าบอกว่าหากเราสร้างสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นกับลูกค้าได้ทุกอย่างจบเลย เราจะได้ลูกค้ามาเป็นขาประจำให้กับสินค้าของเราพร้อมกับบอกต่อแบบไม่ต้องลงแรง

รายละเอียดในหนังสือ

มองลึกลงไปในหนังสือ เค้ากำลังจะแนะแนวทางการสร้าง Youtility ของแบรนด์เราเองให้เกิดขึ้นจนกลายเป็นพลังส่งต่อไปยังผู้บริโภคด้วยหนังสือจะแบ่งออกเป็น สามส่วน แต่ละส่วนก็จะมีบทย่อยลงไปเพื่อให้เข้าใจแต่ละประเด็นได้มากขึ้นด้วย เช่น ส่วนที่หนึ่ง การพลิกกลยุทธ์การตลาด ก็จะบอกเล่าย่อยไปเกี่ยวกับการเป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภค การอยู่ในความคิดของลูกค้า การสร้างการรับรู้ด้วยการทำตัวเป็นเพื่อน เป็นต้น ปิดท้ายหนังสือด้วยตัวอย่างกลยุทธ์ภายใต้คีย์เวิร์ดคำนี้ที่ประสบความสำเร็จเพื่อให้เราศึกษาตัวอย่างดังกล่าว

หนังสือเริ่มนี้ถือว่าเป็นแนวทางด้านการตลาดยุคใหม่ (ผู้เขียนขอนับตั้งแต่ปี 2015 จนมาถึงปัจจุบัน) ที่น่าจะเอาไปปรับใช้กับกลยุทธ์ของแบรนด์ ธุรกิจของเราเอง เชื่อว่าหากทำได้ธุรกิจของเราไปโลดแน่นอน

รู้จักชีวิตที่เป็นดั่งเกม ด้วยหนังสือ หากชีวิตเป็นดั่งเกม

หนังสือแนวการพัฒนาตัวเองเข้ามาในบ้านเราเยอะมาก คนนั้น คนนี้แปลกันเต็มไปหมด บางเล่มก็ไม่ดี บางเล่มก็ดีมาก อ่านจบรู้สึกเกิดพลังในการขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้าเลย หนังสือแนะนำวันนี้ก็เช่นกัน ชื่อหนังสือก็น่าสนใจ ด้านในก็น่าสนใจ เชื่อว่านี่จะเป็นหนึ่งในหนังสือพัฒนาตัวเองเล่มโปรดของใครหลายคน

หากชีวิตเป็นดั่งเกม นี่ไงล่ะ กติกา

หนังสือเล่มนี้แปลชื่อไทยค่อนข้างยาวทีเดียว หากชีวิตเป็นดั่งเกม นี่ไงล่ะ กติกา เป็นชื่อหนังสือของเราวันนี้ หนังสือเขียนโดย Cherie Carter-Scott แปลโดย พรเลิศ อิฐฐ์ และ วิกันดา พินทุวชิราภรณ์ หนังสือมีความหนาประมาณเกือบสองร้อยหน้า ใช้กระดาษปอนด์ในการจัดพิมพ์ทำให้อ่านสบายตา จับเปิดหน้ากระดาษไม่ขาดง่าย เนื้อหาของหนังสือจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวแนวคิดในการใช้ชีวิตที่เราอาจจะรู้ หรือ ไม่รู้มาก่อน บางคนรู้แต่เลือกจะมองข้ามไปก็มีหนังสือเล่มนี้จะมีข้อความกระตุกความคิดของเราให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

กฎ 10 ในการเล่นเกมชีวิต

หนังสือเล่มนี้ผู้เขียน จะบอกเล่าเรื่องราวของการเล่น เกมชีวิต (หมายถึงการดำเนินชีวิต) อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ทำอย่างไรจะล้มแล้วลุกขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง ผ่านกฎทั้งหมด 10 ข้อด้วยกัน กฎแต่ละข้อก็จะแทนตัวแต่ละบทไปพร้อม เรื่องราวภายในบทได้แก่ กฎข้อที่ 1 คุณจะได้รับร่างกาย เมื่อเราเปิดเข้าไปก็จะพบข้อความ เรื่องราวต่างๆ ที่แสดงออกถึงแนวคิดจากนักคิด นักเขียน ดารา เซเลป กลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จเค้ามีความคิดอย่างไร เค้ามีแนวทางอย่างไรอ่านได้จากเล่มนี้เลย ตั้งแต่กฎข้อที่ 1 ถึงกฎข้อที่ 10 จะทำให้เราเปลี่ยนทัศนคติได้ดี

ทัศนคติจะเปลี่ยนแปลงไป

จุดประสงค์สำคัญของหนังสือพัฒนาตัวเองสายนี้ คือการเปลี่ยนแปลงแนวคิด หรือ ทัศนคติของเราเสียใหม่ ซึ่งเล่มนี้ก็ทำออกมาได้ดีเสียด้วย หากเราตั้งใจอ่านทีละหน้าอย่างช้าๆ  คิดตามแนวคิดเหล่านั้น จากนั้นค่อยๆ หยิบมาปรับใช้ส่วนตัวเชื่อว่ามันสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติเราได้ หากเราเปลี่ยนทัศนคติก็จะทำให้พฤติกรรมเราเปลี่ยนแปลงไปด้วยหากอยากสำเร็จก็ต้องคิดให้ได้อย่างคนที่เค้าประสบความสำเร็จ แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปสู่ความสำเร็จจนได้ หรือหากเราประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง อยากก้าวขึ้นไปอีกหนังสือเล่มนี้ก็ช่วยได้ ไม่แนะนำให้อ่านรวดเดียวจบเพราะทำอย่างนั้นเราจะไม่ได้อะไรเลย เหมือนแค่อ่านจบแต่อ่านแล้วไม่เกิดประโยชน์ตามจุดประสงค์ของคนแต่ง คนแปล จริงๆ เอาเป็นว่าใครกำลังมองหาจุดเปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง หนังสือเล่มนี้ขอแนะนำ

บทเรียนชีวิต จากแฮร์รี่ พอตเตอร์ หนังสือเล่มสำคัญของเหล่ามักเกิ้ล

วัยรุ่นช่วงยุค 90 จะเติบโตมาพร้อมกับอะไรที่เป็นตำนานหลายอย่าง หนึ่งในของวิเศษวัยรุ่นยุคนั้นต้องผ่านมา นั่นคือ การได้อ่านหนังสือวรรณกรรมเยาวชนชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ เหล่าพ่อมดแม่มดในโลกเวทย์มนต์ได้ร่ายเวทย์จนทำให้ใครหลายคนหันมารักการอ่านได้ นอกจากความสนุกสนานในโลกเวทย์มนต์แล้ว วรรณกรรมเรื่องนี้ยังสอดแทรกแนวคิดจนทำให้คนอ่านได้ตกผลึกเรื่องราวดีๆ มากมาย อย่างล่าสุดได้มีการหยิบวรรณกรรมชุดนี้มาถอดบทเรียนชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

บทเรียนชีวิต จากแฮร์รี่ พอตเตอร์

แม้จะเป็นเรื่องราวของเด็กชายผู้มีแผลเป็นสายฟ้าในโลกเวทย์มนต์ แต่การผจญภัยของเค้าและผองเพื่อนก็สร้างความประทับใจ ผสมผสานเป็นบทเรียนชีวิตสอนใจคนอ่านได้มากทีเดียว ล่าสุดหนังสือชื่อว่า บทเรียนชีวิต จากแฮร์รี่ พอตเตอร์โดยผู้เขียน Jill Kolongowski แปลโดย โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล ได้เดินทางมาถึงชุมชนเหล่ามักเกิ้ลแล้ว ราคาเปิดตัวมาไม่แพงเท่าไร เพียงแค่ 160 บาทเท่านั้น (หากซื้อออนไลน์)

ข้างในมีอะไรบ้าง

หนังสือเล่มนี้จะถอดบทเรียนชีวิตของเด็กหนุ่มนามว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ การผจญภัยตั้งแต่เด็กก้าวเข้าสู่วัยหนุ่ม จนถึงวัยผู้ใหญ่เข้าต้องพบพานกับเรื่องอะไรบ้าง สุข เศร้า เหงา ซึม ต่อสู้ ประทับใจ โดยจะบอกเล่าแนวคิดเรื่องราวจากเหตุการณ์ต่างๆ ในหนังสือตลอด 7 เล่ม ไม่เพียงแค่นั้นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้จะมาบอกความหมายของเวทมนตร์บทต่างๆ ที่เราเคยกวัดแกว่งไม้กายสิทธิ์กันว่ามันมีความหมายอย่างไร ถึงเวลาไปเที่ยวฮอกวอตส์กันอีกรอบแล้ว

การบอกเล่าผ่านเวทมนตร์

เมื่อกี้เกริ่นไปว่า ผู้เขียนเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวผ่านเวทมนตร์ ชื่อบทจะใช้ชื่อคาถานำมาก่อน เช่น ลูมอส คาถาไฟฉายคาถาแรกที่หลายคนท่องเป็น นอกจากเล่าเรื่องของคาถาลูมอส ยังเล่าถึงการค้นพบ การมองโลกในแง่ร้าย (ตีความหมายของไฟฉาย = มองหา) หรือ เอกซ์เปกโต พาโตรนุ่ม คาถาผู้พิทักษ์ที่หลายคนชื่นชอบ ในหนังสือเล่มนี้จะเล่าถึงความโดดเดี่ยว มิตรภาพ และสังคม เรื่องราวการเชื่อมต่อระหว่างคนด้วยกันเกิดจากคาถานี้(ใครอ่านจะรู้เลยว่า คาถานี้มีผลต่อเนื้อเรื่องหลายฉาก

ย้อนเวลาด้วยหนังสือ

ไม่เพียงแต่เรื่องราวในหนังสือเท่านั้น ส่วนตัวมองว่าหากเราได้อ่านหนังสือเล่มนี้นอกจากจะอิ่มเอมในการกลับไปสู่โลกเวทมนตร์อีกครั้ง เราจะยังได้ย้อนวัยไปเหมือนเมื่อครั้งได้เป็นมักเกิ้ลเพื่อเข้าไปโลกเวทมนตร์ครั้งแรกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นเชื่อว่าหลายคนอ่านจบจะได้นึกย้อนถึงเรื่องราวความประทับใจเมื่อครั้งวัยเยาว์ วัยรุ่นเหมือนกับแฮร์รี่ อีกด้วย ใครเป็นเหล่ามักเกิ้ลเล่มนี้จัดว่าเป็น side story อีกเล่มควรมี